จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง

    ลิเวอร์พูลในยุคแรกๆ ช่วงการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยเขามารับงานคุมทีมต่อจากเบรนแดน ร็อดเจอร์สที่โดนปลดจากตำแหน่งไป หลังจากแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยการมาแรกๆ ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ยังมีเรื่องที่เขาถูกตำหนิมากทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องของการให้นักเตะไปคุมโซนเวลาที่ทีมเสียลูกตั้งเตะ ทั้งลูกเตะมุม หรือลูกฟรีคิกต่างๆ ซึ่งมันทำให้ลิเวอร์พูลเสียประตูจากลูกตั้งเตะบ่อยครั้งมากในช่วงนั้น แต่ว่ากุนซือชาวเยอรมันก็หาทางแก้ไขมันมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จนกระทั่งพวกเขาไปคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังร่างสูงโปร่งมาจากเซาต์แธมตัน ทำให้ปัญหาเรื่องลูกกลางอากาศค่อยๆ ลดลงไป จนกระทั่งมาถึงฤดูกาลนี้

การรับมือลูกตั้งเตะของลิเวอร์พูลดูดีขึ้นมาก และแทบไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้โหม่งแบบโล่งๆ ได้เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ 2 นัดแรกที่ผ่านมาก็ตาม และยังไม่สามารถวัดอะไรได้มากมายนัก แต่ถือว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาของทีม และแก้ไขให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด จนดูเหมือนว่าจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จแล้วด้วย นอกจากนั้นในเรื่องของจังหวะโอเพ่น เพลย์ ลูกกลางอาการศของลิเวอร์พูลในการเล่นเกมรับก็ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ที่เก็บโหม่งสกัดได้เกือบหมด ถึงแม้ว่าในนัดล่าสุดที่พบกับคริสตัล พาเลซ จะต้องพบกับคริสติญง เบนเตเก้ กองหน้าชาวเบลเยี่ยมก็ตาม แต่กองหลังชาวดัตช์ก็สามารถเอาชนะในการขึ้นเทคโหม่งกับอดีตกองหน้าของลิเวอร์พูลได้มากกว่าเบนเตเก้ด้วยซ้ำ ซึ่งมันคือการเปลี่ยนจุดอ่อนที่เคยมีปัญหาของทีม กลายมาเป็นจุดแข็งที่สามารถโหม่งสกัดบอล และเอาบอลมาเป็นฝ่ายบุกต่อได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งในจุดนี้ต้องชื่นชมเจอร์เก้น คล็อปป์เป็นอย่างยิ่ง ที่มีการพัฒนาแทคติกของเขาโดยตลอด ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ในยุคที่เขาคุมทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์แล้วด้วย

หากฤดูกาลนิ้ลิเวอร์พูลสามารถรับมือกับลูกกลางอากาศของคู่แข่งได้แบบนี้ไปตลอดทั้งฤดูกาลแล้วละก็ จะทำให้พวกเขาเป็นทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างที่ใครหลายๆ คนคาดหวังไว้เลยทีเดียว ซึ่งอาจจะต้องมาดูกันอีกทีว่าจะมีจังหวะที่พวกเขาหลุดหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ต้องบอกได้เลยว่าลูกกลางอากาศของลิเวอร์พูลไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไปแล้ว