เนชั่นส์ ลีก เอ

    ถือว่าเป็นลีกสูงสุดของทีมชาติในระดับยุโรปเลยก็ว่าได้ ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก เอ ซึ่งมีทีมชาติยักษ์ใหญ่ของยุโรปรวมตัวกันอยู่ทั้งหมด 12 ทีม และได้ทำการแบ่งกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม และเตะแบบเหย้า-เยือน และพบกันหมด รวมกัน 4 นัด เพื่อหาทีมแชมป์กลุ่มไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศในช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า ซึ่งทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าได้มีเงินรางวัลให้แก่ทีมแชมป์ด้วยถึง 4.5 ล้านยูโร รวมถึงมีถ้วยรางวัลให้แก่แชมป์ด้วย ซึ่งเป็นลีกเดียวที่ทางยูฟ่ามีถ้วยรางวัลมอบให้ ทีมจากกลุ่มเอที่ประกอบไปด้วยยักษ์ใหญ่ของยุโรป อย่างทีมชาติสเปน ทีมชาตอังกฤษ ทีมชาติเบลเยี่ยม ทีมชาติโครเอเชีย ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ก็ทำผลงานได้ดีในศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาทั้งนั้น ซึ่งการที่มี 12 ชาติชั้นนำของยุโรปมารวมตัวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันนั้น ทำให้การแบ่งสายออกมาสายละ 3 ทีม ทำให้ต้องมีการพบกันของทีมใหญ่แทบจะทุกนัดอย่างแน่นอน ซึ่งมันทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าหลายๆ ทีมชาติยักษ์ใหญ่จะยังไม่ค่อยเอาจริงเอาจังมากนักกับฟุตบอลรายการยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกนี้ ถึงแม้ว่าจะมีโควต้าที่จะได้ไปเล่นในศึกยูโร 2020 1 โควต้าของกลุ่มเอก็ตาม แต่ทีมใหญ่ต่างก็ยังมองเป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่องเกมหนึ่งเท่านั้น และยังไม่ได้ดูว่าจะเต็มที่กับฟุตบอลรายการนี้มากนัก เพราะพวกเขาต่างมองว่าพวกเขายังมีโอกาสสูงมากที่จะคว้าโควต้าไปเล่นในฟุตบอลยูโรได้ในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า…



ทั้งบู๊ ทั้งบุ๊น

    ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ถูกมองว่าจะเป็นทีมที่จะมาลุ้นแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าในระยะยาว ซึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในฤดูกาลที่แล้วที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยกุนซือชาวสเปนทำทีมแบบให้ลูกทีมเล่นเกมรุกบุกใส่คู่แข่งตลอด 90 นาที จนนำมาด้วยการเก็บ 100 คะแนน และทำประตูได้ถึง 106 ประตู จนเป็นสถิติที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกด้วย ซึ่งมันเป็นการเล่นแบบบู๊ล้างผลาญแบบเกียร์เดียวตั้งแต่นาทีแรกยันนาทีสุดท้าย เรียกได้ว่าเป็นทีมประเภทถอยหลังหกล้มเลยก็ว่าได้ แต่ในส่วนของลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงก็มีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน คือเดินหน้าบุกเข้าใส่คู่แข่งแทบตลอดทั้งเกมเหมือนกัน โดยจะเห็นได้จากนัดที่พวกเขาเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดได้ 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของลิเวอร์พูลที่ดีก็คือเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันเริ่มรู้จักที่จะผ่อนเกมบ้างในช่วงท้ายเกม และเริ่มที่จะมีการเล่นแบบรัดกุมขึ้นบ้างในช่วงที่ถูกที่ควร ซึ่งจะต่างจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้แต่ลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ตาม ที่จะเดินหน้าบุกอย่างเดียว จนทำให้ได้ผลการแข่งขันที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการบ้าง จาก 2 นัดแรกของฤดูกาล ลิเวอร์พูลเล่นได้อย่างไร้ที่ติเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวรับ หรือแนวรุกที่ก็ยังทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำตามเดิม แต่สิ่งสำคัญคือการที่พวกเขาไม่เสียประตูด้วย มันทำให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์มีความมั่นใจมากขึ้นในฤดูกาลนี้ ว่าพวกเขามีดีพอที่จะสามารถเป็นผู้ท้าชืงที่จะสร้างความหนักใจให้แก่ทีม “เรือใบสีฟ้า” ได้ไปจนช่วงท้ายฤดูกาลอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลมีทั้งด้านการบู๊ คือสามารถบุกแหลกใส่คู่แข่งได้แบบเป็นสไตล์ของพวกเขาอยู่แล้ว หรือเล่นแบบบุ๊น คือสามารถลงมาเล่นเกมรับบางช่วงเวลาของเกม แล้วเอาผลการแข่งขันที่ต้องการได้ด้วย ซึ่งนี่ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ต้องมี ของทีมที่จะประสบความสำเร็จเลยทีเดียว…



จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง

    ลิเวอร์พูลในยุคแรกๆ ช่วงการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยเขามารับงานคุมทีมต่อจากเบรนแดน ร็อดเจอร์สที่โดนปลดจากตำแหน่งไป หลังจากแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยการมาแรกๆ ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ยังมีเรื่องที่เขาถูกตำหนิมากทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องของการให้นักเตะไปคุมโซนเวลาที่ทีมเสียลูกตั้งเตะ ทั้งลูกเตะมุม หรือลูกฟรีคิกต่างๆ ซึ่งมันทำให้ลิเวอร์พูลเสียประตูจากลูกตั้งเตะบ่อยครั้งมากในช่วงนั้น แต่ว่ากุนซือชาวเยอรมันก็หาทางแก้ไขมันมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จนกระทั่งพวกเขาไปคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังร่างสูงโปร่งมาจากเซาต์แธมตัน ทำให้ปัญหาเรื่องลูกกลางอากาศค่อยๆ ลดลงไป จนกระทั่งมาถึงฤดูกาลนี้ การรับมือลูกตั้งเตะของลิเวอร์พูลดูดีขึ้นมาก และแทบไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้โหม่งแบบโล่งๆ ได้เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ 2 นัดแรกที่ผ่านมาก็ตาม และยังไม่สามารถวัดอะไรได้มากมายนัก แต่ถือว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาของทีม และแก้ไขให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด จนดูเหมือนว่าจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จแล้วด้วย นอกจากนั้นในเรื่องของจังหวะโอเพ่น เพลย์ ลูกกลางอาการศของลิเวอร์พูลในการเล่นเกมรับก็ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ที่เก็บโหม่งสกัดได้เกือบหมด ถึงแม้ว่าในนัดล่าสุดที่พบกับคริสตัล พาเลซ จะต้องพบกับคริสติญง เบนเตเก้ กองหน้าชาวเบลเยี่ยมก็ตาม แต่กองหลังชาวดัตช์ก็สามารถเอาชนะในการขึ้นเทคโหม่งกับอดีตกองหน้าของลิเวอร์พูลได้มากกว่าเบนเตเก้ด้วยซ้ำ ซึ่งมันคือการเปลี่ยนจุดอ่อนที่เคยมีปัญหาของทีม กลายมาเป็นจุดแข็งที่สามารถโหม่งสกัดบอล และเอาบอลมาเป็นฝ่ายบุกต่อได้อย่างยอดเยี่ยม…



ม้วนเดียวจบ

    สิ่งที่สาวก “เดอะ ค็อป” หวังเป็นอย่างยิ่งในฤดูกาลนี้ก็คือการกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้สำเร็จเสียที หลังจากที่พวกเขาต้องรอคอยมายาวนานกว่า 28 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีบางฤดูกาลที่เฉียดเข้าใกล้แชมป์บ้างในยุคการคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปน และเบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ แต่ว่าตอนนั้นพวกเขาเหมือนเป็นม้ามืดนอกสายตาเสียมากกว่า ไม่ได้เป็นตัวเต็งที่จะเบียดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ต้น แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาถูกสื่อต่างๆ รวมถึงบริษัทรับพนันที่อังกฤษมองว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่จะมีโอกาสโค่นแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้สำเร็จ ซึ่งทีม “เรือใบสีฟ้า” สร้างมาตรฐานไว้สูงมาก ด้วยการเก็บได้ถึง 100 คะแนน และเป็นการนำแบบม้วนเดียวจบด้วย โดยแมนเชสเตอร์ ซิตี้เก็บชัยชนะเรื่อยมา และเกาะอยู่ในกลุ่มผู้นำร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และหลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าเบรค เก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่อง จนทำคะแนนห่างและเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบทิ้งอันดับ 2 อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแบบไม่เห็นฝุ่นถึง 19 คะแนน ซึ่งกลายเป็นคะแนนที่ห่างจากอันดับที่ 2 มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกด้วย ซึ่งแฟนๆ ของลิเวอร์พูลก็อยากที่จะให้ฤดูกาลนี้ทีมรักของพวกเขาสามารถทำได้อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เมื่อปีที่แล้วบ้าง โดยนัดแรกของฤดูกาล ลิเวอร์พูลเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดของมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือชาวชิลียับถึง 4-0 และทำให้พวกเขาขยับขึ้นไปเป็นจ่าฝูงหลังจบพรีเมียร์ลีกสัปดาห์แรกทันที เนื่องจากจ่าฝูงก่อนหน้านี้คือเชลซี…



การจัดทัพในแดนกลาง

    หลังจากที่ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะเข้ามา 4 รายในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนปีนี้ โดยใช้เงินไปทั้งสิ้น 170 ล้านปอนด์ ทำให้พวกเขามีตัวเลือกที่แข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งในตำแหน่งผู้รักษาประตู แดนหน้า และที่สำคัญคือแดนกลาง ที่ลิเวอร์พูลเสริมทัพในตำแหน่งนี้มาถึง 2 คนในซัมเมอร์นี้ คือนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติกินีที่น่าจะกลายมาเป็นห้องเครื่องคนใหม่ของทีมในระยะยาว และฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนที่ซื้อมาจากโมนาโกตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาลไม่นาน ทำให้พวกเขามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมากในตำแหน่งกองกลาง เพราะพวกเขามีเจมส์ มิลเนอร์ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม อดัม ลัลลาน่า รวมถึงอเล็ก อ็อกเหล็ด แชมเบอร์เลน ที่บาดเจ็บอดลงสนามทั้งฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งยังไม่รวมเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถปรับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกได้ด้วย ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาจะมีนักเตะที่พร้อมจะสามารถเล่นในตำแหน่งกองกลางได้ถึง 7 คนไม่นับแชมเบอร์เลนที่เจ็บยาว แต่มีที่ว่างที่จะได้ลงสนามในแต่ละสัปดาห์เพียง 3 คนเท่านั้น เนื่องจากเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมจะใช้ระบบ 4-3-3 เป้นหลัก เนื่องจากพวกเขามี 3 ประสานในแนวรุกที่ลงตัวอยู่แล้วอย่างซาดิโอ มาเน่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และโมฮาเหม็ด…



ประเด็นการใช้เงิน

    เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากมายในเรื่องของการใช้เงินซื้อตัวนักเตะของลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์นี้ ทั้งโดนเหน็บแนบจากกุนซือคนอื่นๆ รวมถึงมีการเอาไปเปรียบเทียบจำนวนที่ใช้ไปในกรซื้อผู้เล่น กับจำนวนแชมป์ที่ได้กลับมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง และพวกเขาก็จะโดนแบบนี้ไปตลอดฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ แลต้องรับกับแรงกดดันนี้ให้ได้ เพื่อเป้าหมายที่พวกเขาหวังเอาไว้ในช่วงบั้นปลายของฤดูกาลนี้ ซึ่งจะว่าไปเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของลิเวอร์พูลก็พึ่งมาใช้เงินซื้อนักเตะจำนวนมากแค่ในปีนี้เท่านั้น  ซึ่งมันเริ่มมาจากเดือนมกราคม ที่พวกเขาไปทุ่มซ้อเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์มาจากเซาต์แธมตัน ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่แพงที่สุดในโลกจนถึงตอนนี้ด้วย รวมถึงในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลก็มาใช้เงินไปอีก 170 ล้านปอนด์ กับนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติกินีจากไลป์ซิก ฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโก เซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ จากสโต๊ค ซิตี้ รวมถึงอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันจากโรม่า ซึ่งกลายเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในตำแหน่งผู้รักษาประตูไปอีกราย ซึ่งเท่ากับว่าภายใจระยะเวลาเพียงครึ่งปีพวกเขาทุบสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดไปแล้ว 2 ตำแหน่ง และใช้งบประมาณการซื้อนักเตะไปมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงดีลของนาบิล เฟคีร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศสด้วยที่การเจรจาดันล่มไปเสียก่อน เนื่องจากลิเวอร์พูลกังวลเรื่องการบาดเจ็บที่หัวเข่าของเฟคีร์ ทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงักลง มิเช่นนั้นงบอาจจะบานปลายไปมากกว่านี้ด้วยซ้ำ รวมถึงดีลของเซอร์ดาน ชากิรี่…



ช่วงเวลาถอนทุนคืน

    หลังจากทาใช้เงินไปใช่ช่วงซัมเมอร์กว่า 170 ล้านปอนด์ ในการซื้อตัว 4 นักเตะดาวดังเข้ามาเสริมทีมตั้งแต่เดือนแรกของการที่ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงหน้าร้อนนี้เปิดตัวขึ้นมื่อเดือนกรกฏาคม ทำให้เดือนสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ ทีมลิเวอร์พูลที่คาดว่าน่าจะปิดงบการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเป็นเวลาของการขายนักเตะเพื่อนำเงินมาหักลบกลบหนี้กับที่ใช้จ่ายไปบ้างแล้ว ซึ่งมีนักเตะที่อยู่ในข่ายหลายคนทีเดียวที่จะถูกโละออกจากทีม โดยเป็นนักเตะไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ในฤดูกาลนี้แล้ว ทั้งดิวอค โอริกี้ กองหน้าชาวเบลเยี่ยมวัย 23 ปีที่สโมสรอยากจะปล่อยให้ได้เกิน 25 ล้านปอนด์ แดนนี่ อิงคส์ กองหน้ามากประสบการณ์ที่แทบไม่ได้ลงสนามของทีมตั้งแต่ย้ายจากเบิร์นลี่ย์มา ซึ่งตั้งราคาไว้ 24 ล้านปอนด์ รวมถึงลาซาร์ มาร์โควิช ปีกชาวเซิร์บด้วย มาร์โก กรูยิช และ 2 ผู้รักษาประตูอย่างซิมง มิโญเล่ต์ และทางลอริส คาริอุสด้วย โดยก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลพึ่งปล่อยแดนนี่ วอร์ด นายประตูมือ 3 ของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกไปให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัวประมาณ 12.5 ล้านปอนด์ ซึ่งหากรวมกับดีลนี้ด้วยหากพวกเขาได้นักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกไปทั้งหมด แล้วได้เงินกลับเข้ามาสูทีมถึง 100 ล้านปอนด์จะถือว่าเป็นการทำธุรกิจที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะหากหักลบกลบหนี้ไปแล้ว จะเท่ากับว่าพวกเขาใช้เงินสุทธิไปเพียง 70 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่พวกเขาสามารอัพเกรศักยภาพทีมได้อย่างสุดยอด…



หมายเลขของนักเตะใหม่

    ลิเวอร์พูลมีนักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาสู่ทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ 4 ราย โดยได้มีการแสดงเบอร์เสื้อของนักเตะใหม่ไปแล้วบางราย แต่บางรายก็ยังไม่มีหมายเลขอย่างเป็นทางการออกมาจากเว็บไซต์ของทางสโมสร โดยนักเตะที่ได้หมายเลขเป็นที่แน่นอนแล้วคือนาบี เกต้า กองกลางผิวสีชาวกินี ที่จะได้มาสวมเสื้อหมายเลต 8 ต่อจากสตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานของสโมสรคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเกต้าชอบใส่หมายเลข 8 อยู่แล้ว ซึ่งตอนสมัยที่เขาค้าแข้งอยู่กับไลป์ซิก ดาวเตะวัย 23 ปีก็สวมเสื้อหมายเลข 8 ของทีมในเวลานั้น และถูกมองว่าเขาจะได้เป็นตัวจริงของทีมอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ 3 ประสานในแดนหน้าอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ ที่ฤดูกาลนี้เขาจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 10 ในถิ่นแอนฟิลด์แทน เหมือนตอนค้าแข้งกับเซาต์แธมตันที่เขาก็สวมเสื้อหมายเลข 10 ให้กับทีม “นักบุญ” เช่นกัน รวมถึงเวลาเล่นให้กับทีมชาติเซเนกัล ดาวเตะวัย 26 ปีก็สวมเสื้อหมายเลข 10 เช่นกัน ส่วนนักเตะใหม่อีกคนคือเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้หมายเลข 23 ไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งก็เป็นหมายเลขประจำของเขาเช่นกัน แต่ยังมีนักเตะใหม่ของทีมที่ยังไม่ได้หมายเลขอย่างเป็นทางการ คือทางฟาบินโญ่…



สิ่งที่ได้จากการอุ่นเครื่อง

    ในการทัวร์พรีซีซั่นของแต่ละสโมสร มักจะให้บรรดาดาวรุ่งในทีมชุดเยาวชนที่เริ่มมีแวว หรือกำลังจะอายุเกิน 18 ปี มีโอกาสที่จะติดทีมชุดใหญ่มาทำการเก็บตัวด้วย เพื่อให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์ในการฝึกซ้อมร่วมกับซุเปอร์สตาร์ของทีม และได้มีโอกาสเล่นร่วมกันบ้าง แล้วแต่โอกาส และสถานการณ์ของแต่ละคน โดยลิเวอร์พูลปีนี้ทำการเก็บตัวพรีซีซั่นมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา และเริ่มทำการอุ่นเครื่องกับทีมระดับลีกล่างมาแล้ว 4 นัดก่อนที่จะบินมายังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทำศึกอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ICC นั่นเอง โดยก็ได้หอบหิ้วดาวรุ่งติดทีมมาด้วยมากมาย ทำให้แฟนบอล “เดอะ ค็อป” เริ่มเห็นฟอร์มของอนาคตของสโมสรในรุ่นต่อๆ ไปแล้ว โดยมีหลายคนทีเดียวที่มีแววที่จะขึ้นมาช่วยทีมชุดใหญ่ในอนาคตได้ในอีกไม่ช้า ด้วยระบบการเล่นของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ทำให้นักเตะดาวรุ่งสามารถเล่นออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และโดดเด่น และเอาตัวรอดได้ทุกคน แต่มีนักเตะบางคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น หากไม่นับลอริส คาริอุส นายประตูชาวเยอรมันที่ยังดูขัดหูขัดตาไปบ้าง ราฟา กามาโช่ แบ็คขวาดาวรุ่งชาวโปรตุกีสวัยเพียง 18 ปี ถือว่าเล่นได้อย่างเข้าตามากทีเดียว โดยเฉพาะในนัดที่ทีมเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปได้ 4-1 สามารถเติมเกมได้อย่างไหลลื่น และไปถึงสุดเส้นหลังตลอด ขาดแต่เพียงการเปิดบอลเข้ากลางประตู ซึ่งคงต้องสั่งสมประสบการณ์อีกซักนิดเท่านั้น ทางที่ดีควรที่จะปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานซัก 1 ฤดูกาล…



สเตอร์ริดจ์อาจะได้ไปต่อ

    จากที่เคยมีข่าวว่าจะถูกขายออกจากทีมมาโดยตลอดในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วย สำหรับดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าตัวสำรองชาวอังกฤษ ที่เมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วถูกปล่อยให้กับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนยืมตัวไปใช้งาน แต่ก็ได้โอกาสลงสนามแค่เพียง 6 นัดเท่านั้น และไม่สามารถทำประตูช่วยทีมได้เลย ก่อนจะกลับมาอยู่กับลิเวอร์พูลอีกครั้งหลังจบฤดูกาลที่แล้ว และมีข่าวว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันอยากจะปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อนำเงินมาสมทบทุนซื้อนักเตะรายอื่นแทน แต่พอทีมมีการเริ่มเก็บตัวพรีซีซั่นมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา กองหน้าวัย 28 ปีกลับมามีร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง และยังสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงที่อุ่นเครื่องกับทีมในระดับล่างของอังกฤษ ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ออกอาการลังเลว่าจะขายดาวเตะรายนี้ออกจากทีมไปดีหรือไม่ เพราะหากมองจริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูลหากปล่อยดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ออกจากทีมไป พวกเขาก็จะไม่เหลือกองหน้าที่จะเป็นตัวสำรองของโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ทันที ซึ่งอาจจะดันเรน บริวสเตอร์ กองหน้าดาวรุ่งที่เป็นนักเตะยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลกยู 17 เมือปีที่แล้ว โดยเขาสามารถช่วยทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์โลกได้ในครั้งนั้นด้วย ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวก็ได้ ซึ่งสโมสรก็ได้ต่อสัญญายาวกับดาวรุ่งวัย 18 ปีรายนี้ออกไปด้วย แต่ก็อาจจะเสี่ยงทีเดียว หากเกิดกองหน้าทีมชาติบราซิลได้รับบาดเจ็บยาว แล้วต้องดันดาวรุ่งรายนี้เป็นตัวจริงในระยะยาว เพราะเขายังไม่เคยมีประสบการณ์ในศึกพรีเมียร์ลีกเลยแม้แต่นัดเดียว สถานการณ์ของดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพวกเขาอาจจะไม่เสริมทีมในตำแหน่งตัวรุกในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนเจอร์เก้น คล็อปป์จะอยากได้นาบิล เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสจากลียง ก็อาจจะทำให้เขาตัดสินใจขายสเตอร์ริดจ์ออกจากทีม…